ศาสนา

ศาสนา พิธีกรรม ความเชื่อ
ความเชื่อของคนอ่างทองมีพื้นฐานมาจากคนในสังคมเกษตรแต่ดั้งเดิมที่ยอมรับนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ ผีสางนางไม้ โชคลาง ไสยศาสตร์ โดยผสมผสานกับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ แม้ว่าความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาจะได้แผ่ขยายเข้ามาครอบคลุมอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเวลาช้านานมาแล้ว แต่ร่องรอยคติความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อก็ยังปรากฏให้เห็นในวิถีชีวิตของชุมชนชาวอ่างทอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญที่เกี่ยวกับการเกิด การประกอบอาชีพ การก่อสร้างบ้านเรือน ยามเจ็บไข้ได้ป่วยและการตาย อย่างไรก็ตามอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อชาวอ่างทองก็ยังเห็นได้เด่นชัดมากที่สุด อันแสดงถึงความเป็นปึกแผ่นแน่นหนามั่นคงอยู่ในชีวิตจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวอ่างทองมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรุนแรงไม่หยุดยั้ง อีกทั้งลัทธิความเชื่อในศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และลัทธิขงจื้อของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ยังมีปะปนอยู่บ้างตามธรรมชาติ ความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม แต่ชาวอ่างทองก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข สามารถปรับตัวพึ่งพาอาศัยกัน สร้างความเข้าใจอันดีในชุมชน และร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนได้อย่างดียิ่ง แม้ว่าบางคนต้องจากเมืองอ่างทองไปประกอบอาชีพที่อื่นจนประสบความสำเร็จในชีวิตก็มิได้ละทิ้งแผ่นดินถิ่นกำเนิด เมื่อมีโอกาสก็พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อช่วยสร้างสรรค์เมืองอ่างทองให้เจริญก้าวหน้าด้วยความเอาใจใส่อย่างจริงจัง จึงนับได้ว่าเมืองอ่างทองเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงชุมชนให้เข้มแข็งมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังแนวคิดและความเชื่อทางศาสนาที่ใช้ประเพณีพิธีกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิตจิตใจประชาชนให้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอย่างเด่นชัด
ศาสนาในอ่างทอง
ศาสนาพุทธ พื้นที่ที่เป็นเมืองอ่างทอง เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การกสิกรรม การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ดังปรากฏหลักฐานของคูเมืองโบราณที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา และโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ขุดค้นพบในบริเวณดังกล่าว
เมื่อถึงยุคอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองคาบเกี่ยวกับอาณาจักรสุโขทัย และในที่สุดก็ตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาอย่างสิ้นเชิงนั้น พระพุทธศาสนายังคงแผ่ขยายเจริญรุ่งเรืองอยู่อย่างไม่ขาดสาย อาจกล่าวได้ว่าที่ไหนมีวังที่นั่นมีวัด ที่ไหนมีหมู่บ้านที่นั่นก็มีวัด แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า พระพุทธศาสนาแนบแน่นอยู่ในชีวิตจิตวิญญาณของคนไทยมาโดยตลอด เมืองวิเศษชัยชาญซึ่งอยู่ชิดติดพระนครและถือเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงศรีอยุธยานั้น วิถีชีวิตของชาวเมืองก็มิได้แตกต่างไปจากชาวพระนครแต่อย่างใด วัดในเมืองวิเศษชัยชาญได้รับความเอาใจใส่ ปกป้อง ดูแล และทำนุบำรุงจากลูกเจ้าลูกขุนอย่างใกล้ชิดสร้างความเจริญอย่างสืบเนื่องตลอดมา
ครั้นถึงการล่มสลายของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาผ่านยุคกรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธศาสนาในดินแดนเมืองอ่างทอง ก็ยังได้รับการดูแล พัฒนาในทุกด้าน ปัจจุบันจังหวัดอ่างทองมีเนื้อที่ประมาณ ๙๘๑,๓๗๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๖๑๓,๑๒๐ ไร่ มีจำนวนวัดถึง ๒๐๖ วัด ๓ สำนักสงฆ์ และมีวัดร้างถึง ๑๗๙ วัด แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในเมืองอ่างทองได้อย่างชัดเจน
การปกครองคณะสงฆ์ องค์กรสงฆ์ในจังหวัดอ่างทอง
คณะสงฆ์ในจังหวัดอ่างทอง อยู่ในสายปกครองคณะสงฆ์พระราชาคณะหนใหญ่กลาง สังกัดอยู่ในเจ้าคณะภาค ๒ ภายในจังหวัดแบ่งการปกครองระดับลดหลั่นลงไป คือ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล จนถึงเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ลักษณะการปกครองเป็นระบบพ่อปกครองลูก อาศัยแนวปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ใช้กฎระเบียบของมหาเถรสมาคม และกติกาสงฆ์หนใหญ่กลางเป็นหลัก คณะสงฆ์จังหวัดอ่างทองมีโครงการประชุมหาแนวทางในการจัดการปกครองดูแลคณะสงฆ์ภายในจังหวัด ดำเนินการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ จัดให้มีหน่วยงานเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น หน่วยอบรมพระธรรมทูตประจำจังหวัด หน่วยอบรมศีลธรรมประชาชนประจำจังหวัด หน่วยพระจริยานิเทศก์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาประจำอำเภอ ตำบล หน่วยสาธารณสงเคราะห์ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยศาสนศึกษาสงเคราะห์ของทุกวัดในจังหวัดอ่างทอง
ศาสนาพราหมณ์ ดินแดนแถบภาพกลางของประเทศไทยก่อนถึงสมัยสุโขทัยเคยอยู่ในอำนาจของขอม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ที่เผยแผ่จากอินเดียมาก่อน มีคติความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าสูงสุด ๓ องค์ ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และเทพชั้นรองลงมาอีกมากมาย ในเมืองอ่างทองมีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญของศาสนาพราหมณ์ที่มีมาก่อน หลักฐานสำคัญ ได้แก่ การขดพบพระเศียรพรหมจตุรพักตร์ขนาดใหญ่ที่วัดโพธิ์หอม บ้านหนองขุม หมู่ที่ ๖ ตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย ซึ่งยืนยันได้ว่าดินแดนในแถบเมืองอ่างทองนี้ได้เคยยอมรับนับถือศาสนาพราหมณ์ และมีพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนมี ศาสนสถานที่รุ่งเรืองมาก่อนแล้วในสมัยหนึ่ง แม้ถึงสมัยปัจจุบันคติความเชื่อบางอย่งก็ยังคงแนบแน่นอยู่ในชีวิตจิตใจของชาวเมือง เห็นได้จากพิธีกรรมในประเพณีบางอย่าง เช่น การทำขวัญนาค การเริ่มสร้างบ้านใหม่ การตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ เป็นต้น นับได้ว่าศาสนาพราหมณ์สามารถปรับตัวให้อยู่ควบคู่ไปกับคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืนตลอดมา พิธีกรรมในวิถีชีวิตที่สำคัญของชาวอ่างทองมักมีคติความเชื่อเพี่ยวกับศาสนาพราหมณ์แทรกอยู่ด้วยเสมอ ดังจะเห็นได้เด่นชัดที่สุด คือ การประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่สำคัญต่าง ๆ การตั้งศาลหลักเมือง และการประกอบพิธีไหว้ครูของวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง ศาสนาพราหมณ์จึงยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญของชาวอ่างทอง ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
ศาสนาอิสลาม ในจังหวัดอ่างทอง มีการเผยแพร่เข้ามาของศาสนาอิสลามน้อยมาก แม้ว่าจำนวนชาวไทยมุสลิมในจังหวัดไกล้เคียงมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กลุ่มพี่น้องชาวไทยมุสลิมในจังหวัดอ่างทองนั้นเริ่มเข้ามาตั้งหลักแหล่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปัจจุบันเป็นชุมชนเล็ก ๆ อยู่ใน ตำบลชะไว อำเภอไชโย ซึ่งอยู่ทางเขตต่อแดนจังหวัดสิงห์บุรีและลพบุรี ประชากรชาวมุสลิมมีประมาณ ๓,๔๕๕ คน มีมัสยิด ๑ แห่ง นอกจากนั้นยังมีชาวมุสลิมที่มาตั้งร้านขายอาหารและสินค้าอยู่บ้างในตลาดเขตเทศบาลเมืองอ่างทอง สามารถดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมชาวอ่างทองอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา
ความเป็นมาของชาวไทยมุสลิมบ้านชะไว
ดังที่กล่าวแล้วว่า ในจังหวัดอ่างทองมีชุมชนชาวไทยมุสลิมอยู่กลุ่มเดียว ที่บ้านชะไว ตำบลชะไว อำเภอไชโย เป็นชุมชนที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข แม้จะมีวัฒนธรรมทางความเชื่อที่แตกต่างจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปอยู่บ้าง แต่ก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับชาวอ่างทองได้อย่างสันติสุข
ชุมชนนี้มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๖๐ มีกลุ่มพ่อค้าทางตอนใต้ของประเทศไทยหลายกลุ่มเดินทางมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา และตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่มีทำเลดี เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์และสงบ บางกลุ่มถูกกวาดต้อนมาจากเหตุการณ์สงคราม บางกลุ่มเดินทางมาเพื่อการค้าขายต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย และมีกลุ่มพ่อค้ามุสลิมกลุ่มหนึ่งจากเมืองปัตตานี มีผู้นำคือ โต๊ะกีไว หรือ โต๊ะกีสุเหร่า เดินทางมาตามลำน้ำเจ้าพระยาจนมาถึงแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ พบเห็นทำเลที่ตำบลเทวราชเป็นที่สงบอุดมสมบูรณ์ดี จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งเป็นชุมชนทำมาหากินกันอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่ายังไม่ค่อยเหมาะสมจึงชักชวนกันย้ายมาตั้งชุมชนแห่งใหม่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก ปัจจุบันคือกลุ่มชาวมุสลิมที่บ้านชะไว ตำบลชะไว อำเภอไชโย ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งหลักแหล่งสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ชาวบ้านชะไวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้ากรุงหงสาวดี กษัตริย์พม่าได้ร่วมกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองเชียงใหม่ ยกกองทัพมาตั้งค่ายทหารอยู่ที่บ้านสระเกศ กลุ่มชาวบ้านชะไวถูกรบกวนได้รับความเดือดร้อนมาก จึงได้ชักชวนรวมกลุ่มกันต่อต้านและรบกวนกองกำลังทัพของเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยามาขับไล่พวกพม่า ได้เกิดการสู้รบเสียกำลังกันไปเป็นอันมาก รวมทั้งชาวบ้านชะไวด้วย จนกองกำลังของเจ้าเมืองเชียงใหม่ต้องถอยทัพเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในค่าย ณ บ้านสระเกศ
ทางฝ่ายกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ยกมาตีทัพเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้หยุดทัพอยู่ที่บ้านชะไว เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นมีพระราชบัญชาสั่งกองทัพให้เข้าโจมตีค่ายบ้านสระเกศ เมื่อกองกำลังเข้าไปในค่ายได้จึงทราบว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกกำลังถอยหนีออกจากค่ายไปแล้ว จากชัยชนะของกองทัพกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น พระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) ได้ลงความเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้พระราชทานนามหมู่บ้านที่กองทัพไทยได้รับชัยชนะไว้เป็นที่ระลึกว่า ไชโย ส่วนตำบลชะไว อาจมาจากคำ “เชาว์ไว” หรือกร่อนเสียงมาจากคำว่า “ชนะไว” จนกลายเป็น “ชะไว”อยู่ในปัจจุบัน
การพัฒนาชุมชนบ้านชะไว
ล่วงถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ชาวไทยมุสลิมบ้านชะไวได้ร่วมกันก่อสร้างมัสยิดขึ้น เพื่อเป็นศาสนสถานในการประกอบศาสนกิจตามหลักคำสอนทางศาสนา เป็นอาคารไม้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ต่อมาเมื่อคราวน้ำหลาก น้ำพัดพาจนมัสยิดเสียหายไม่อาจตั้งอยู่ได้ ชาวบ้านชะไวจึงจัดหาสถานที่สร้างแห่งใหม่ ใน พ.ศ.๒๔๕๕ โต๊ะกีม๊ะ แดงกล่ำ ได้บริจาคที่ดินในหมู่ที่ ๒ ตำบลชะไว เพื่อก่อสร้างมัสยิดใหม่ มีนายช่างชาวมอญควบคุมการเผาอิฐ และมีช่างชาวจีนก่อสร้างตัวอาคารและตกแต่งจนแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้จัดงานฉลองมัสยิดใหม่ ให้ชื่อว่า มัสยิดนูรุ้ลเราะฮ์ฮีม ปัจจุบันตั้งอยู่ในหมู่ที่ ๒ ตำบลชะไว ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการทำศาสนกิจของชุมชนต่อมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงได้ก่อสร้างต่อเติมส่วนหน้ามุขและเสาบังเพื่อความสะดวกและความสวยงาม เมื่อจำนวนคนในชุมชนมีมากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะกรรมการมัสยิดจึงได้ร่วมกันสร้างต่อเติมอาคารทางด้านใต้ไว้สำหรับเป็นสถานที่ละหมาดของมุสลิมผู้หญิง ถึง ๒๕๓๓ จึงได้ก่อสร้างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลังคามัสยิดใหม่เป็นปูนซีเมนต์เสริมเหล็ก พร้อมกับทำเสาบังใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ติดตั้งกระจกรอบหน้ามุข บูรณะปรับปรุงฝาผนังมัสยิดด้านตะวันตก ทิศเหนือ รวมทั้งหน้ามุขด้วย เมื่อล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๕๔๑ คณะกรรมการได้หารือกันดำเนินการจัดทำโดมทางเข้าหน้ามุขของมัสยิดให้ดูสวยงามเหมาะสม พร้อมกันนั้นได้ก่อสร้างรั้วกั้นกุโบร์ใหม่ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ก่อสร้างสำนักงานมัสยิดและปรับปรุงส่วนประกอบให้สมบูรณ์ดียิ่งขึ้น
การบริหารมัสยิด
การบริหารองค์กรมุสลิมโดยปกติในประเทศไทยจะมีตำแหน่ง “จุฬาราชมนตรี” เป็นประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จำนวนคณะกรรมการ ๓๐ – ๔๐ คน รองลงมาเป็นคณะกรรมการจังหวัด มีจำนวน ๗ – ๑๕ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๖ ปี ต่อจากนั้นจะมีกรรมการมัสยิด ปกติมีจำนวน ๗ – ๓๐ คน แล้วแต่ขนาดของมัสยิดและชุมชน โต๊ะอิหม่ามเป็นประธานกรรมการมัสยิด เป็นที่ปรึกษาทางศาสนาอิสลามของผู้ว่าราชการจังหวัด มีตำแหน่งคอเต็บเป็นรองประธาน บิล้าลเป็นรองประธาน มีผู้ช่วยบิล้าล มีสัปปุรุษเป็นผู้ทำหน้าที่นำสวด ตำแหน่งคอดีมทำหน้าที่เทศนาอบรมสั่งสอน กรรมการอื่น ๆ ได้แก่ นายทะเบียน พัสดุ แสงเสียง และเหรัญญิก ฯลฯ รายนามโต๊ะอิหม่ามของมัสยิด “นูรุ้นเราะฮ์ฮีม” จากอดีตถึงปัจจุบัน
โต๊ะกีสุเหร่า
โต๊ะกีเทียน นามีสม
โต๊ะกีม๊ะ แดงกล่ำ
โต๊กีหวัง หวังสะและฮ์
โต๊ะกีเซ็น แดงกล่ำ
โต๊ะอีหม่าม จรัส หวังสะและฮ์ (คนปัจจุบัน)
พื้นฐานเบื้องต้นแห่งหลักธรรมของศาสนาอิสลาม มุสลิมต้องมีศรัทธาเบื้องต้น ๖ ประการ คือ
๑. ศรัทธาต่ออัลลอฮ
๒. ศรัทธาต่อปวงเทพ (มลาอิกะฮ)
๓. ศรัทธาต่อพระคัมภีร์ทั้งมวล
๔. ศรัทธาต่อพระศาสดาทั้งหลาย
๕. ศรัทธาต่อวันอวสาน
๖. ศรัทธาเกี่ยวกับเกณฑ์ความดีความชั่ว
หลักวินัยบัญญัติของศาสนาอิสลามที่มุสลิมทุกคนถือปฏิบัติเป็นประจำ ได้วางเป็นวินัยไว้ ๕ ประการ คือ
๑. การประกาศศรัทธา
๒. การบำเพ็ญนมัสการ
๓. การถือศีลอด
๔. การบริจาคทรัพย์เป็นพลี
๕. การบำเพ็ญฮัจญ์
นอกจากนั้นยังมีจริยธรรมที่ต้องกระทำและให้ละเว้น ล้วนก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม จึงทำให้สังคมของชาวมุสลิมสามารถดำรงชีพอยู่ในสังคมร่วมกับผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ ได้อย่างสันติเช่นเดียวกัน
ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์เป็นอีกศานาหนึ่งที่เผยแพร่เข้ามาในจังหวัดอ่างทองน้อยมาก ร่องรอยในอดีตไม่ปรากฏให้เห็น เพิ่งเผยแพร่เข้ามาในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีประชากรที่นับถือศาสนาคริสต์ ประมาณ ๓๒ คน แต่การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจังหวัดอ่างทองก็ไม่ได้ถูกกีดกั้นแต่อย่างใด
ลัทธิอื่น ๆ ชาวอ่างทองส่วนหนึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่งอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่ในจังหวัดอ่างทองนานมาแล้ว ทั้งที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงและอพยพจากประเทศจีนมาตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนที่สำคัญ เช่น อำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอแสวงหา อำเภอไชโย และได้นำวิทยากร รวมทั้งคติความเชื่อของจีนเข้ามาเผยแพร่ด้วย ได้แก่ ลัทธิขงจื้อ ลัทธิเต๋า การเคารพกราบไหว้วิญญาณบรรพบุรุษและประเพณีพิธีกรรมอื่น ๆ หลักฐานทางคติความเชื่อของชาวจีนที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ศาลเจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ ในปัจจุบัน ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่างในท้องถิ่นจังหวัดอ่างทองได้แต่งงานกับชาวไทยในพื้นที่ ผสมกลมกลืนกันอยู่ในวิถีชีวิตชาวอ่างทองจนถึงปัจจุบัน ได้ร่วมพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งผลของการทำงานเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมจนถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญของจังหวัดอ่างทอง
ศาสนบุคคล
ศาสนบุคคล เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมจังหวัดอ่างทอง ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำทางศาสนา และเป็นศูนย์รวมทางความคิดที่มีผลต่อการพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดอ่างทองมีศาสนบุคคลจากอดีตจนถึงปัจจุบันดังนี้
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ เดิมชื่อ “โต” เป็นบุตรของนางงุด โยมพ่อไม่ปรากฏนาม แต่หลักฐานบางแห่งสันนิษฐานว่าเป็นแม่ทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ชื่อ “พระยาจักรี” ตาชื่อนายผล ยายชื่อนางลา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอก สัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๑๕๐ ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เดิมเป็นชาวบ้านตำบลท่าอิฐ อำเภอบ้านโพ จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาเกิดฝนฟ้าแล้งติดต่อกันนานหลายปี การทำนาไม่ได้ผล จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ ณ บ้านตำบลไก่จ้น (ท่าหลวง) อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เมื่อยังเป็นทารกอยู่ โยมแม่ได้พาไปพักอยู่บ้านตำบลไชโย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง พอสอนนั่งได้ โยมแม่ก็พามาอยู่ ณ บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) ซึ่งต่อมาสมเด็จพระพุทฒาจารย์ได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากตามชื่อของท่าน เป็นอุทเทกสิกเจดีย์และอนุสรณ์เนื่องในตัวท่าน ณ ตำบลทั้งสาม
เมื่อโยมแม่ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่บางขุนพรหมแล้ว ได้มอบท่านให้เป็นศิษย์ของเจ้าคุณอรัญญิก เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร ในขณะนั้นเพ่อศึกษาอักขรวิธี พ.ศ. ๒๓๔๒ ขณะอายุได้ ๑๒ ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร มีพระบวรวิริยเถร(อยู่) วัดบางลำภูบน (วัดสังเวช) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วได้ไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม (บางหว้าใหญ่) เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค เปรียญเอก) ครั้งได้เรียนรู้พระปริยัติธรรมแล้วก็มิได้แปลหนังสือเป็นเปรียญเพราะไม่ปรารถนายศศักดิ์
เมื่ออายุครบอุปสมบทในปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๕๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บวชเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้ฉายาว่า พรหมรํสี และเรียกกันว่า พระมหาโต ตั้งแต่นั้นมา เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง แต่ไม่รับฐานานุกรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงตั้งเป็นพระราชาคณะก็ทูลขอตัวเสีย เป็นเพียงพระมหาโตหรือขรัวโต จนกระทั่วสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะอายุได้ ๖๕ ปี พระองค์จะทรงตั้งเป็นพระราชาคณะก็มิได้ขัด จึงทรังตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิติ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ ต่อมาอีก ๒ ปี ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระเทพกวี ครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน เปรียญ ๓) วัดสระเกศราชวรวิหารมรณภาพ จึงทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๒ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๗
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ถึงแก่มรณภาพในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนศาลาใหญ่วัดอินทรวิหาร (วัดบางขุนพรหมใน) ขณะอยู่ในช่วงเวลาที่มาควบคุมการก่อสร้างองค์พระโต เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ สิริมายุได้ ๘๔ ปี (๖๔ พรรษา)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นพระเถระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกและทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ ทั้งมีอภินิหารมาก ได้สร้างอนุสรณ์สถาน คือ พระพุทธไสยาสน์ วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยาว ๑ เส้น ๖ วา สูง ๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา ๒ ศอก เป็นอนุสรณ์ว่าท่านเกิดที่นั่น สร้างพระพุทธรูปนั่งวัดเกษไชโย จังหวัดอ่างทอง ปางสมาธิ ก่ออิฐถือปูน หน้าตักกว้าง ๘ วา ๗ นิ้ว สูง ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้ว ในสมัยราชกาลที่ ๔ เป็นอนุสรณ์ว่าท่านสอนนั่งได้ที่นั่น และได้สร้างพระพุทธรูปยืนปางทรงบาตร ก่ออิฐถือปูนประดับด้วยกระจกโมเสกทองคำ ๒๔ เค สูง ๑๖ วา กว้าง ๕ วา ๒ ศอก สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ แล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย เป็นอนุสรณ์ว่าท่านมาเจริญเติบโตที่นั่น อนุสรณ์สถานแต่ละแห่งนั้นมีผู้ผูกเป็นคำคล้องจองไว้ว่า “โตวัดระฆัง ชื่อเสียงดังวัดอินทร์ หลบบดินทร์วัดกลาง คลองข่อยปลดปล่อยทาส วัดะตือ บรรลือวัดไชโย” นอกจากนั้นยังสร้างเจดีย์ ๒ องค์ที่วัดละครทำ กรุงเทพมหานคร พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่วัดกุฎีทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรที่วัดกลาง ตำบลคลองข่อย จังหวัดราชบุรี
นอกจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จะเป็นต้นแบบแห่งความกตัญญูแล้ว ยังเป็นยอดแห่งผู้สร้างตำนานพระสมเด็จอันลือชื่อ ทั้งจากวัดระฆังโฆสิตาราม วัดอินทรวิหาร และวัดเกษไชโย ซึ่งเป็นศาสนวัตถุที่มีคุณค่าสูงเป็นที่ต้องประสงค์ของคนทั่วไป และน้อยคนที่จะได้เป็นเจ้าของ
พระวิเศษชยสิทธิ์
พระวิเศษชยสิทธิ์ ฉายา อวิกเขโป นามเดิม ผวน แสงเงิน อดีตเจ้าอาวาสวัดอ่างทองวรวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เกิดเมื่อปีวอก วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่บ้านเกาะตานิว หมู่ที่ ๑ ตำบลโกรกพระ อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนทั้งหมด ๖ คน เป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉานในพระปริยัติธรรมอย่างดียิ่ง เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติศาสนกิจ มีคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ในแวดวงพระสงฆ์ของจังหวัด เป็นผู้เล็งเห็นการณ์ไกลในการวางรากฐานทางการศึกษาภายในจังหวัดอ่างทอง ได้ให้ความสนับสนุนและรับเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดตั้งวิทยาลัยพลศึกษาอ่างทอง ใน พ.ศ. ๒๕๑๙ จนเป็นผลสำเร็จ ต่อมาเมื่อทราบกรมศิลปากรได้ประสานกับจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางเพื่อดำเนินการจัดตั้งวิทยาลัยนาฏศิลป พระวิเศษชยสิทธิ์ได้มุ่งมั่นเสนอเจตนารมย์อย่างแรงกล้าที่จะให้จัดตั้งขึ้นในจังหวัดอ่างทอง และได้อำนวยความสะดวกทั้งในเรื่องอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์การสอน และบุคลากรด้านต่าง ๆ จนในที่สุดวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง สามารถเปิดดำเนินการได้เป็นครั้งแรกในอาคารหลังเก่าของโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์ บำรุงในบริเวณวัดอ่างทอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ และยังได้เป็นผู้อุปถัมภ์วิทยาลัยทั้งด้านทุนการศึกษา การขยายสถานที่ อาคารเรียน และวัสดุอุปกรณ์การศึกษาตลอดมา จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕
พระราชสุวรรณโสภณ
พระราชสุวรรณโสภณ ฉายา ญาณคุตโต นามเดิม นายบุญส่ง น้อยแสง เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๒ เป็นบุตรนายเชย และนางนา น้อยแสง ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๑๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ราษฎร์ ตำบลบางเจ้าฉ่า เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๒
การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ศึกษาพระปริยัติธรรมสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๘ ประโยค ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาสวัดอ่างทองวรวิหาร และเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เป็นพระภิกษุผู้มีความมุ่งมั่นในการประกอบศาสนกิจในจังหวัดอ่างทองเป็นอเนกประการ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาองค์กรสงฆ์ในจังหวัดอ่างทองให้เป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลภายนอก สนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ และพัฒนาวัดต่าง ๆ ในจังหวัดให้เจริญก้าวหน้า เป็นที่เคารพของบุคคลทั่วไปทั้งในจังหวัดและต่างถิ่นอย่างกว้างขวาง นับว่าเป็นพระภิกษุผู้มีคุณูปการแก่จังหวัดอ่างทองและสังคมอย่างสูงค่ายิ่ง
พระวิสิฐนิมานการ
พระวิสิฐนิมานการ ฉายา จนทวณโณ นามเดิม นายแฉล้ม รสโอชา เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นบุตรนายให้ และนางแห้งร่ำ รสโอชา ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ตำบลบ้านนา อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ณ พัทธสีมาวัดรุ้ง ตำบลบ้านรี อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง
การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนวัดรุ้ง แล้วศึกษาพระปริยัติธรรม สอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม ๓ ประโยค จากสำนักวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดไชโยวรวิหาร เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙ และเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
พระวิสิฐนิมานการ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คณะสงฆ์ ได้อุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม บำรุงเสนาสนะของวัดต่าง ๆ ในจังหวัดอ่างทองอย่างสม่ำเสมอ เป็นผู้อุปถัมภ์ด้านการศึกษาของจังหวัด เป็นประธานกรรมการการศึกษาโรงเรียนวัดไชโย (เพิ่ม เกษมสุวรรณ ๔) อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง บำรุง พัฒนา เอาใจใส่ดูแลการศึกษาของโรงเรียนอย่างจริงจัง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของสังคมชาวจังหวัดอ่างทองตลอดมา เป็นพระภิกษุที่ได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
พระครูอนุศาสนโสภณ
พระครูอนุศาสนโสภณ ฉายา กนตสีโล นามเดิม นายประถม พงษ์สวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นบุตรนายย่วย และนางแถ พงษ์สวัสดิ์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาวิชาสามัญ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดปราสาท ศึกษาปริยัติธรรมสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดประสาท และสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค จากสำนักวัดต้นสน อำเภอเมืองอ่างทอง ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดต้นสน เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ และเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองอ่างทอง เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๘
พระครูอนุศาสนโสภณ เป็นผู้สนใจศึกษาพระธรรมวินัยจนมีความรู้แตกฉาน ได้เปิดศูนย์ฝึกอบรมจริยธรรมของจังหวัดอ่างทอง และเผยแผ่หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยแสดงพระธรรมเทศนาทางสื่อมวลชนอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนการศึกษาทางพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณร เปิดสอนปริยัติธรรมและเปรียญธรรมจนเป็นที่รู้จักในผลงานอย่างกว้างขวาง และเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้พัฒนาเสนาสนะภายในวัดต้นสนให้เจริญก้าวหน้ามั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นประธานในการจัดสร้างพระพุทธรูปองค์ใหม่ที่สำคัญภายในวัดต้นสน เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของชาวอ่างทองตลอดไป
พระครูวิเศษชัยวัฒน์
พระครูวิเศษชัยวัฒน์ ฉายา อาภากโร นามเดิม นายเสวย อาภากโร เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๔๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๘ ณ พัทธสีมาวัดชัยมงคล ตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง พระราชมงคลมุนี วัดชัยมงคล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปลัดบุญสิงห์ วัดชัยมงคล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังฆรักษ์จวง วัดชัยมงคล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับการศึกษาวิสามัญและวิชาชีพระดับปริญญาตรี ศึกษาปริยัติธรรมและสอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรมประโยค ๑ – ๒ จากสำนักวัดชัยมงคล ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชัยมงคล เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ และเป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙
พระครูวิเศษชัยวัฒน์ เป็นพระนักพัฒนารุ่นใหม่ เป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงพัฒนาศาสนกิจของจังหวัดอ่างทอง ได้พัฒนาสิ่งก่อสร้างภายในวัดให้เจริญก้าวหน้า เพื่อเป็นสถานที่ที่ประกอบกิจทางพระพุทธศาสนาอย่างสะดวกสบาย มีบรรยากาศเหมาะสมกับเป็นศาสนสถานที่สำคัญของจังหวัด ได้จัดสร้างกำแพงกั้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันน้ำท่วมจนสำเร็จ โดยไม่ต้องใช้จ่ายจากงบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด ซึ่งช่วยป้องกันอุทกภัยในชุมชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังให้ความสนใจสนับสนุนด้านการศึกษาของกุลบุตร กุลธิดา เป็นผู้อุปถัมภ์โรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล ในด้านการขยับขยายสถานที่ก่อสร้างอาคารเรียน จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการศึกษาให้อย่างครบถ้วน รวมทั้งสนับสนุนทุนอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน นับเป็นผู้นำของชุมชนที่สำคัญของจังหวัดอ่างทองในปัจจุบัน
พระครูวิชาญพัฒนกิจ
พระครูวิชาญพัฒนกิจ ฉายา จนทสโร นามเดิม นายดิเรก สุถิรานนท์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๒ เป็นบุตรนายเหล็ง และนางเลื่อม สุถิรานนท์ ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๖๕ หมู่ที่ ๓ แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ณ พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลี แขวงวัดประดู่ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิริยกิตต วัดประดู่ฉิมพลี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาสิร วัดประดู่ฉิมพลี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาวิชาสามัญจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดปากน้ำ ศึกษาปริยัติธรรมสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทำนบ ตำบลสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นรองเจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าคณะอำเภอวิเศษชัยชาญ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้นยังได้ทำหน้าที่รองประธานพระวินยาธิการเป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สาย ๒ อำเภอวิเศษชัยชาญ เป็นกรรมการมูลนิธิคณะสงฆ์จังหวัดอ่างทอง และรองประธานมูลนิธิประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา
พระครูวิชาญพัฒนกิจ เป็นผู้มีประสบการณ์และให้ความสนใจในการเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา รับนิมนต์กิจแสดงพระธรรมเทศนาในท้องที่ต่าง ๆ ทั้งใกล้ไกล มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของพุทธศาสนิกชนทั่วไป มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับนวตกรรมใหม่ และรอบรู้ในการแพทย์แผนไทย ได้ช่วยเหลือรักษาพยาบาลผู้ป่วยในชุมชนอย่างดียิ่ง นับเป็นผู้มีคุณูปาการแก่ประชาชนในท้องถิ่นซึ่งได้รับการยกย่องตลอดเวลา
พระครูโสภณสิริธรรม
พระครูโสภณสิริธรรม ฉายา สุชีโว นามเดิม นายบุญสม พรหมทอง เกิดเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นบุตรนายหวน และนางละมาย พรหมทอง ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๗๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลสวนลำไย อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ณ พัทธสีมาวัดสวนลำไย พระครูธรรมวิทยโสภณ วัดสวนลำไย เป็นพระอุปัชฌาย์ จบการศึกษาวิชาสามัญชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนประชาบาลวัดสวนลำไย ศึกษาปริยัติธรรมและสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดอินทราราม จังหวัดชัยนาท เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ สอบได้เปรียญธรรมประโยค ๑ – ๒ จากสำนักวัดอินทราราม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ รองเจ้าคณะอำเภอโพธิ์ทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ และได้รับแต่งตั้งให้รักษาการแทนเจ้าคณะอำเภอโพธิ์ทองในปีเดียวกัน
พระครูโสภณสิริธรรม เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย ยึดมั่นในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีแก่พระภิกษุสามเณรทั่วไป และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนในชุมชน ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้วัดที่อยู่ในความดูแล สนับสนุนศาสนกิจภายในจังหวัดอ่างทองอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่เคารพยกย่องของศิษยานุศิษย์และผู้ใกล้ชิด นับว่าเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของจังหวัดอ่างทองอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีความเมตตากรุณาต่อทุกคนในชุมชน โดยได้ช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาพยาบาลตามแบบแพทย์แผนไทย จึงเป็นหลักพึ่งพาอาศัยของพุทธศาสนิกชนในชุมชนอย่างดียิ่ง
พระครูบวรวุฒิชัย
พระครูบวรวุฒิชัย ฉายา ปวโร นามเดิม นายน้อย ฟอกลางดอน เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นบุตรนายโต และนางอุย ฟอกลางดอน ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๓๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านวัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ พระครูอนุทัยคณานุยุต วัดโนนไทย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเต่า วัดบัลลังก์ อำเภอโนนไทย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมาก วัดโนนไทย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาสายสามัญจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนประชาบาล ๒ (หนองน้ำขุน) ศึกษาปริยัติธรรมและสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดไชยภูมิ จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดไชยภูมิ ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ และเป็นเจ้าคณะอำเภอไชโย เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘
พระครูบวรวุฒิชัย เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก มีความรู้และประสบการณ์ด้านพระธรรมวินัยมายาวนานถึงกึ่งศตวรรษ เป็นผู้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาจนได้เป็นทูตประจำของจังหวัดอ่างทอง ได้อุปถัมภ์โรงเรียนประถมศึกษาที่ตั้งอยู่ในวัดไชยภูมิในทุกด้าน นับเป็นพระสุปฏิปันโนผู้เป็นหลักของพุทธศาสนิกชนในชุมชนอย่างมั่นคงในปัจจุบัน
พระปาโมกข์มุนี
พระปาโมกข์มุนี ฉายา ิตเปโม นามเดิม นายวิวัฒน์ มณีเขียว เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นบุตรนายหมุ่ย และนางกลีบ มณีเขียว ภูมิลำเนาเดิมอยู่ในบ้านสำเภาลอย ตำบลโรงช้าง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ณ พัทธสีมาวัดพินิจธรรมสาร ตำบลบางปลากด อำเภอป่าโมก พระครูวิบูลย์ธรรมนิเทศ วัดพินิจธรรมสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดจรูญ คุญาติโป วัดพินิจธรรมสาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระใบฎีกาสอาด ปิยทสสี วัดพินิจธรรมสาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาวิชาสามัญจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดพินิจธรรมสาร ศึกษาปริยัติธรรมและสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดพินิจธรรมสาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโมกวรวิหาร เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ และเป็นเจ้าคณะอำเภอป่าโมก เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
พระปาโมกข์มุนี เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์แตกฉานในพระธรรมวินัย ได้ริเริ่มปรับปรุงศาสนสถานและศาสนสมบัติ อาทิเช่น การพัฒนาวัดและเสนาสนะ ให้มีความสะดวกสบายและเจริญก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ นับเป็นกำลังสำคัญผู้หนึ่งในการเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรตลอดไป นอกจากนั้นยังเป็นผู้สนใจปัญหาของชุมชน เป็นประธานมูลนิธิสงฆ์โรงพยาบาลป่าโมก กรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอป่าโมก และกรรมการกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดของสถานีตำรวจ อำเภอป่าโมก นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสร้างสรรค์ชุมชนในท้องถิ่นของจังหวัดอ่างทองอย่างแท้จริง
พระครูสุวรรณธรรมรังษี
พระครูสุวรรณธรรมรังษี ฉายา ปภากโร นามเดิม นายทองหล่อ เงางาม เกิดเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นบุตรนายเที้ยม และนางพวน เงางาม ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๕ ตำบลจำลอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พัทธสีมาวัดหัวสะแกตก ตำบลจำลอง อำเภอแสวงหา พระอธิการฉาย เขมจิตโต วัดหัวสะแกตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเบี่ยง พลวุฑโฒ วัดหัวสะแกตก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการโก้ ปริสุทโธ วัดหัวสะแกตก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาวิชาสามัญจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดหัวสะแกตก ศึกษาพระปริยัติธรรมและสอบได้นักธรมชั้นเอกจากสำนักวัดหัวสะแกตกเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอแสวงหา เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ และเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒
พระครูสุวรรณธรรมรังษี เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย ได้ประกอบศาสนกิจเพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาแก่ของชุมชนในท้องถิ่น สนใจปัญหาของชุมชนทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดจนให้ความสนับสนุนกิจการในท้องถิ่นเป็นอย่างดี เป็นกรรมการมูลนิธิคณะสงฆ์จังหวัดอ่างทอง ประธานพระธรรมฑูตอำเภอแสวงหา และกรรมการอุปถัมภ์มูลนิธิตึกสงฆ์อาพาธของโรงพยาบาลจังหวัดอ่างทอง นับเป็นประสงฆ์ที่เป็นหลักในการสร้างสรรค์ชุมชนท้องถิ่นของจังหวัดอ่างทองทำสำคัญอย่างยิ่ง
พระครูปัญญาลังการ
พระครูปัญญาลังการ ฉายา จนทวณโณ นามเดิม นายแป้น จันทรังษี เกิดเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นบุตรนายเส็ง และนางลิม จันทรังษี ภูมิลำเนาเดิมเลขที่ ๑๙๓ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลราษฎรพัฒนา อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ณ พัทธสีมาวัดโบสถ์ ตำบลอบทม อำเภอสามโก้ พระครูวิตถารสมณกิจ วัดโพธิ์ปล้ำ อำเภอวิเศษชัยชาญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเข้ม วัดสี่ร้อย อำเภอวิเศษชัยชาญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการแสวง วัดสนาม อำเอวิเศษชัยชาญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาวิชาสามัญจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดเกษทอง อำเภอสามโก้ ศึกษาพระปริยัติธรรมและสอบได้นักธรรมชั้นเอกจากสำนักวัดบางจัก ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
พระครูปัญญาลังการได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์วัดเกษทอง อำเภอสามโก้ เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๘ ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมไว้เป็นอเนกอนันต์ เป็นผู้ให้ความสนับสนุนเกี่ยวกับวิทยาการสมัยใหม่ และดูแลจัดการปกครองคณะสงฆ์ในอำเภอสามโก้ให้ได้เข้าใจในระบบการวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ จึงเป็นหลักให้กับสังคมอำเภอสามโก้ได้อย่างดียิ่ง
ประเพณีการกินอยู่ อ่างทองเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” อาหารที่ชาวอ่างทองบริโภคทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ส่วนใหญ่ได้จากวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นตามฤดูกาล อาหารที่บริโภคเป็นประจำ ได้แก่ อาหารจำพวกน้ำพริกปลาร้า ผักจิ้ม อาหารปลา ต้ม แกง ผัดหลายประเภท ส่วนในเทศกาลหรืองานประเพณีต่าง ๆ ชาวอ่างทองจะประกอบอาหารเป็นพิเศษตามความเชื่อและค่านิยมดั้งเดิม ซึ่งต้องอาศัยวัตถุดิบตามฤดูกาลมาใช้ในการประกอบอาหารเช่นกัน
อาหารในประเพณี ในประเพณีต่าง ๆ การประกอบอาหารการกินเข้ามามีบทบาทดังนี้
ประเพณีการเกิด
เมื่อผู้ที่จะเป็นแม่ทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน โดยละเว้นอาหารเผ็ดจัด เค็มจัด เพราะมีความเชื่อที่ปลูกฝังสืบทอดต่อมาว่าจะเกิดโทษแก่ทารกในครรภ์ และนิยมรับประทานอาหารบำรุงครรภ์ประเภทพืชผักผลไม้ที่มีตามฤดูกาลนั้น เมื่อครบกำหนดคลอด แม่จะรับประทานอาหารอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะต้องให้ลูกดื่มน้ำนม ถ้าแม่รับประทานอาหารผิดสำแดง ลูกอาจท้องเสียได้ และนิยมรับประทานอาหารบำรุงน้ำนม คือ แกงเลียงที่ใส่ผักต่าง ๆ ตามแต่จะหาได้ในช่วงเวลานั้น ๆ บางครั้งหลังคลอดใหม่ ๆ มักให้แม่รับประทานข้าวต้มกับเกลือหรือปลาเค็ม กล้วยปิ้ง เว้นอาหารประเภทไข่ ของดอง เมื่อลูกอายุได้ประมาณ ๑ เดือน แม่จะให้อาหารหลักแก่ลูกนอกเหนือจากน้ำนม ซึ่งคนอ่างทองนิยมให้เด็กทารกรับประทานข้าว กล้วยน้ำว้าสุก และเกลือบดผสมรวมกัน เพื่อเชื่อว่าทำให้กระเพาะของเด็กขยายใหญ่โตเร็ว เนื้อแข็ง กล้วยและเกลือจะช่วยรักษาลำไส้ไม่ให้ปวดท้อง อีกทั้งเป็นอาหารพื้นบ้านที่หารับประทานได้ง่ายเกือบทุกครัวเรือน
ประเพณีการบวช
งานประเพณีที่นับถือว่ามีความสำคัญต่อชาวพุทธทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนอ่างทอง คือ ประเพณีงานบวช เมื่อครอบครัวใดมีบุตรอายุครบ ๒๐ ปี จะจัดการบวชให้บุตร บางคนไม่มีบุตรจะนำบุตรของคนอื่นที่มีความประสงค์จะบวชมาบวชให้ เนื่องจากมีความเชื่อว่าอานิสงส์แห่งการบวชจะทำให้ได้เกาะชายผ้าเหลืองสู่สรวงสวรรค์ และการบวชนั้นถึงแม้ผู้บวชมิได้ประสงค์พระอรหันต์ ถ้าจิตเป็นกุศลมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้วเมื่อบวชจะประพฤติแต่สิ่งดี ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยจนบังเกิดความรู้ เมื่อสึกแล้วจะเป็นคนดี ประพฤติดี พร้อมที่จะครองเรือนด้วยความรู้ดี รู้ชั่ว มีความสุขสืบไป งานบวชจึงเป็นงานมงคลที่ชาวบ้านในละแวกเดียวกันหากทราบข่าวว่าครอบครัวใดมีงานบวชก็จะไปร่วมอนุโมทนา บางครั้งใช้วิธีบอกต่อกันไปไม่ต้องแจกบัตรเชิญ พอถึงวันงานมีผู้คนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง
เมื่อคนมาร่วมงาน เจ้าภาพจัดอาหารต้องเลี้ยงดูตามประเพณี อาหารสำหรับงานบวชเป็นอาหารที่ประกอบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ราคาประหยัด เพราะใช้เลี้ยงคนจำนวนมาก อาหารคาวนิยมทำจำพวก ขนมจีนน้ำพริกหรือน้ำยา แกงหมู แกงเนื้อ และต้มยำใส่ผักตามฤดูกาล เช่น หน่อไม้ ฟักทอง มันเทศ ผักบุ้ง อาหารหวานจำพวก ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) ไอ้ตื้อ(ข้าวเหนียวเปียก) สาคูเปียก นกปล่อย (ลอดช่องน้ำกระทิ) ลอดช่องสิงค์โปร์ บัวลอย น้ำเชื่อม ข้าวเหนียวถั่วดำ และทองพลุ ซึ่งเป็นอาหารสำหรับงานบวชโดยเฉพาะ ส่วนอาหารเลี้ยงพระคล้ายงานมงคลทั่วไป เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ลูกจัน สาลี่ ขนมชั้น มันเชื่อม วุ้นกะทิ วุ้นไข่ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ใช้ใน พิธีทำขวัญนาค ก่อนประกอบพิธีอุปสมบทในวันรุ่งขึ้น โดยเจ้าภาพว่าจ้างหมอทำขวัญมาทำพิธี อาหารที่ใช้ ได้แก่ ข้าวสวย ไข่ต้ม มะพร้าวอ่อน กล้วย และเหล้า ส่วนอาหารคาวหวานตามแต่ทางเจ้าภาพจัดสำรับมาให้
ประเพณีแต่งงาน
เป็นประเพณีที่นิยมกระทำหลังว่ายชายได้บวชเรียนให้บิดามารดาแล้ว เป็นผู้มีธรรมะในการครองเรือน และมีภาวะความรับผิดชอบสามารถเลี้ยงดูฝ่ายหญิงได้ เมื่อบิดามารดาของฝ่ายหญิงชายเห็นสมควรให้บุตรธิดาของตนออกเรือนได้แล้ว ก็จะมองหาหรือเลือกคู่ครองให้บุตรธิดาของตน โดยฝ่ายชายต้องมีกิริยามารยาทดี เป็นแม่บ้านแม่เรือน มีฐานะพออยู่กินกันได้ หรือเรียกว่า “สมฐานะกัน” แม้ปัจจุบันหญิงชายนิยมเลือกคู่ครองกันเอง แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยจึงหาฤกษ์ยาม กำหนดวันเวลาแต่งงาน และบอกญาติพี่น้องมิตรสหายของทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานในงานแต่งงาน อาหารที่นิยมจัดเลี้ยงในงานแต่งงานขึ้นอยู่กับฐานะของคู่บ่าวสาว อาหารคาวเป็นอาหารจำพวก ขนมจีนน้ำพริกหรือน้ำยา หมี่ผัด นิยมให้เป็นอาหารเส้นยาว ๆ และไม่ให้ขาด ซึ่งเป็นความเชื่อว่าคู่บ่าวสาวจะครองรักกันยืนยาว นอกจากนั้นยังมีหมี่กรอบ แกงเนื้อ แกงหมู ต้มยำ ผัดต่าง ๆ โดยใส่พืชผักตามฤดูกาล ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่แต่งงานในเดือนใด ระหว่าเดือน ๖ เดือน ๙ เดือน ๑๒
อาหารหวานเป็นอาหารจำพวก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน ลูกจัน สาลี่ วุ้นกะทิ วุ้นไข่ มันเชื่อม จาวตาลเชื่อม ถ้าตรงตามฤดูกาล
อาหารที่กล่าวมานิยมทำไว้เลี้ยงพระและเลี้ยงแขกที่มาในงาน ส่วนขนมที่นิยมทำไว้แจกผู้มาร่วมงานเวลากลับบ้าน คือ ขนมกง ซึ่งเป็นขนมสำหรับประเพณีแต่งงานของคนอ่างทอง จนเกิดสำนวนล้อเลียนคู่บ่าวสาวที่หมั้นกันไว้แต่ยังไม่ได้แต่งว่า “เมื่อไรจะได้กินขนมกงเสียที”
นอกจากขนมกงแล้ว บางบ้านยังนิยมทำขนมสามเกลอ ข้าวเหนียวแดงทอด แจกด้วย ไม่นิยมแจกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เพราะต้นทุนสูง ต้องแจกจำนวนมาก
นอกจากนั้นยังมีอาหารกินสำหรับพิธีเซ่นเหล้าหอ ที่ยังนิยมกระทำกันในประเพณีแต่งงานของคนอ่างทอง โดยให้ผู้รู้ที่มีความชำนาญมาทำพิธีบอกเล่าผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษ สั่งสอนการปฏิบัติตนของคู่บ่าวสาว อาหารที่ใช้ในพิธีเซ่นเหล้าหอ ส่วนมากจะมีตามที่ผู้ทำพิธีกล่าวเป็นบทกลอนว่า “ส้มซ่า ส้มยำ พวันจีน ลูกอินทผลัม ขนมต้มลูกใหญ่ ทั้งกล้วยไข่ กล้วยน้ำ มะพร้าวอ่อน อ้อยลำ เหล้าขาว หมูหั่น ห่อหมก ทอดมัน มีทั้งจันอับ งาเจียน” อาหารอาจมีมากกว่านี้หรือไม่ครบตามนี้ก็ได้แล้วแต่ฤดูกาลและผู้กระทำพิธี ซึ่งแต่ละคนอาจใช้อาหารในพิธีแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย
หลังจากบ่าวสาวแต่งงานกันแล้ว บางคู่จะออกเรือน คือ แยกเรือนไปจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่าย แต่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเดิมเท่าใด สามารถไปมาหาสู่กันได้ การแยกเรือนออกไปจำเป็นต้องไปปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ และมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการปลูกสร้างบ้านเรือนของคนอ่างทองที่ยังกระทำกันอยู่ ถึงแม้จะปลูกเป็นบ้านสมัยใหม่ ไม่ใช่บ้านทรงไทย แต่ยังคงมีการแยกเสาเอก เสาโท และทำพิธีตามความเชื่อ โดยช่างปลูกสร้างจะบอกเจ้าของบ้านให้เตรียมข้าวของในการทำพิธีไว้ให้พร้อม รอฤกษ์ยามแล้วจึงลงมือทำพิธี อาหารที่นิยมจัดเตรียมไว้ในพิธี ได้แก่ กล้วยหวีงาม อ้อย มะพร้าว เป็ดต้ม ไก่ต้ม และอาหารคาวหวานอื่น ๆ ตามแต่เจ้าของบ้านจะจัดเตรียม
เมื่อปลูกบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยทั่วไปนิยมตั้งศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่เจ้าทาง ด้วยความเชื่อว่า เพื่อให้บุคคลในบ้านได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง ในการทำพิธีตั้งศาลพระภูมิหรือศาลเจ้าที่นั้น ต้องหาผู้รู้ที่มีความชำนาญในการตั้งศาลมาเป็นกระทำพิธี และต้องเตรียมอาหารที่ใช้ในพิธี ได้แก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า เหล้าขาว หมาก พลู บุหรี่ หัวหมู เป็ด ไก่ กุ้งพล่า ปลายำ และผลไม้อื่นตามฤดูกาล
ประเพณีแก้ผีโรง
เป็นประเพณีที่ได้รับการสืบทอดกันต่อมาจากบรรพบุรุษ เฉพาะคนบางกลุ่มในจังหวัดอ่างทอง แถบอำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอโพธิ์ทอง อำเภอสามโก้ อำเภอแสวงหา ผีโรง คือ ผีบ้าน เพราะโรงมาจากคำว่าโรงเรือน ผู้ที่ได้รับการสืบทอดประเพณีจากบิดามารดาของตนอาจเป็นฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายก็ได้ เมื่อออกเรือนมาอยู่กันตามลำพังฝ่ายใดนับถือผีโรงต้องทำพิธีบอกเล่าเมื่อเวลาจะคลอดบุตรหลานทุกคน เพื่อต้องการให้ผีโรงช่วยให้คลอดง่าย เลี้ยงง่าย แข็งแรง การบอกเล่าทำด้วยการเลี้ยงหมู่ซึ่งต้องเป็นเพศผู้เท่านั้น
การแก้ผีโรง ลูกที่เกิดมาไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เมื่อแข็งแรง เลี้ยงง่าย เติบโตพอที่จะรับประทานอาหารด้วยตนเองได้แล้ว พ่อแม่จะทำพิธีแก้ผีโรงโดยล้มหรือฆ่าหมู่ตัวที่เลี้ยงไว้ เมื่อฆ่าแล้วอวัยวะทุกส่วนต้องอยู่ครบ แล้วนำไปประกอบอาหารประมาณ ๗ – ๘ อย่าง ได้แก่ หมู่พล่า หมูยำ แกงส้มหมู หมูต้มจิ้ม กล้วยน้ำว้า ขนมต้ม เหล้า หรือรับประทานก่อนทำพิธีบอกเล่า การบอกเล่าผีโรงกระทำโดยผู้รู้พิธี ด้วยการตั้งศาลเพียงตา การพิธีทำได้ทั้งนอกบ้านหรือหลังบ้าน ถ้าไม่สะดวกอาจปูเสื่อในบ้าน แล้วแต่บ้านใดจะสืบทอดกันมาอย่างไร เมื่อเสร็จพิธีจึงนำอาหารจากการทำพิธีมาเลี้ยงญาติพี่น้องได้แต่ห้ามขาย
นอกจากนั้นยังมีอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาชีพและพิธีกรรมอื่น ๆ ของประชาชนในจังหวัดอ่างทอง เช่น พิธีทำขวัญข้าว เนื่องจากอาชีพหลักของคนอ่างทองคือการทำนา ดังนั้นพิธีนี้จึงถือเป็นพิธีที่สำคัญของชาวนาพิธีหนึ่งที่สืบทอดกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน อาหารที่ใช้ในพิธีทำขวัญข้าว ได้แก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ขนมหูช้าง ขนมบัวลอย ข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม เหล้าขาว และยังมีพิธีเซ่นไหว้เกวียน แม่ย่านางเรือ หรือลานนวดข้าว เพื่อความเป็นสิริมงคล อาหารที่ใช้ได้แก่ ข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม หมู่พล่า ปลายำ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นต้น
ประเพณีงานศพ
อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงแขกที่มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมนั้น ส่วนมากนิยมทำข้าวต้มเครื่อง เพราะทำง่ายและทำได้จำนวนมาก รับประทานในช่วงเวลากลางคืนไม่หนักท้องจนเกินไป ปัจจุบันมีการพัฒนาเปลี่ยนเป็นเลี้ยงกาแฟ ขนมปัง หรือก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ราดหน้า ตามฐานะของเจ้าภาพ ส่วนอาหารเลี้ยงพระและแขกที่มาร่วมงานช่วงเช้า กลางวัน เย็น นิยมทำต้ม แกง ผัด ขนมทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน วุ้นกะทิ เหมือนงานทั่วไป ตามแต่วัตถุดิบในช่วงนั้นจะอำนวยหรือตามแต่ฐานะของเจ้าภาพ
อาหารตามเทศกาล นอกจากประชาชนในจังหวัดอ่างทองจะประกอบอาหารการกินตามขนมธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังมีอาหารที่นิยมทำในวันสำคัญหรือเทศกาลสำคัญดังนี้
เดือนอ้ายหรือเดือน ๑ เป็นช่วงเวลาที่ข้าวใกล้แก่จัดพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว ชาวอ่างทองนิยมนำข้าวเหนียวที่ยังไม่แก่จัดมานวดออกจากรวงแล้วนำมาคั่ว ถ้าข้าวแก่กำลังพอเหมาะก็สามารถคั่วได้เลย แต่ถ้าแข็งเกินไปจะต้องแช่น้ำทั้งเมล็ดเสียก่อนแล้วจึงคั่ว เมื่อเมล็ดข้าวเริ่มแตกแสดงว่าข้าวที่คั่วสุกแล้วจึงนำมาตำในครกกระเดื่อง มีไม้คอยเขี่ยเพื่อไม่ให้ข้าวที่ตำติดกันเป็นปึก หลังจากตำได้ที่แล้วจึงนำมาฝัดเพื่อแยกรำข้าวออกซึ่งจะได้ “ข้าวเม่า” ที่นำมาประกอบเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น นำน้ำต้มสุกมาพรมให้นิ่ม รับประทานกับมะพร้าวขูดและน้ำตาล หรือนำมาผสมกับน้ำตาลปีบและมะพร้าวขูดกวนรวมกัน แล้วนำมาหุ้มกล้วยไข่เพื่อทำข้าวเม่าทอด การตำข้าวเม่านิยมตำตอนหัวค่ำ ซึ่งหนุ่มสาวช่วยกันตำโดยใช้ครกกระเดื่อง ให้ความรื่นเริงสนุกสนานและได้ประโยชน์ทั้งด้านการออกกำลังกายและเป็นการถนอมอาหารอีกชนิดหนึ่งไว้รับประทาน ข้าวเม่าที่ตำแล้วเก็บได้เป็นระยะเวลานานโดยไม่เน่าเสีย
เดือนสาม ช่วงระยะเวลานี้ได้เสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวบ้านจึงมีเวลาว่างพอที่จะประกอบอาหารการกินสำหรับครอบครัวอย่างพิถีพิถัน หรือนำไปทำบุญตักบาตรในวันพระสำคัญ เดือนนี้มี เทศกาลวันมาฆบูชา ชาวบ้านจะเผาข้าวหลามกันอย่างสนุกสนาน อ่างทองเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยไม้ไผ่ ในสมัยก่อนไม่นิยมสร้างรั่วบ้าน นิยมปลูกกอไผ่แทนรั้ว และสามารถใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ได้อย่างอเนกอนันต์ เช่น ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ใช้จักสานเป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ นำหน่อไม้มาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด และนำลำไผ่มาเผาข้าวหลาม นอกจานั้นยังมี การทำบุญลานนวดข้าว หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว เพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ได้ผลผลิตข้าวในปริมาณมาก นาไม่ล่ม อาหารที่นิยมทำในพิธีทำบุญลาน ได้แก่ ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว บัวลอย ขนมหูช้าง หมูพล่า ปลายำ ฯลฯ
เดือนสี่ ตรงกับเทศกาลสำคัญ คือ วันตรุษไทย ซึ่งคนไทยถือเป็นเดือนสุดท้ายในรอบปีตามการนับทางจันทรคติ พิธีตรุษเป็นพิธีสิ้นปี ประกอบขึ้นเพื่อส่งท้ายปีเก่าที่ทุกคนสามารถดำรงชีวิตรอดพ้นมาได้ด้วยความสวัสดี “ตรุษ”แปลว่า ตัด หรือ ขาด คือ ตัดปี ขาดปี หมายถึง สิ้นปี ทุกชาติทุกภาษาที่เจริญแล้วล้วนมีพิธีตรุษด้วยกันทั้งนั้น อาหารประจำเทศกาลวันตรุษไทยที่นิยมทำสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ได้แก่ ข้าวเหนียวแดง กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว มะพร้าวแก้ว แต่ที่นิยมมากที่สุด คือ ข้าวเหนียวแดง ทำขึ้นเพื่อนำไปทำบุญตักบาตร และแจกจ่ายกันเองในระหว่างญาติมิตร เพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นการผูกอัธยาศัยไมตรีกัน
เดือนห้า ในเดือนนี้มีประเพณีไทยที่สำคัญ คือ วันสงกรานต์ “สงกรานต์” แปลว่า เคลื่อนย้าย คือ พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายไปสู่ราศีเมษ ซึ่งนับว่าเป็นการขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ และชาวไทยได้เคยใช้เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแล้วเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแล้วเป็นเวลานาน เทศกาลวันสงกรานต์อยู่ในช่วงฤดูร้อน ตรงกับเดือนเมษายน จึงมีพิธีรดน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ และบรรพบุรุษ ขอศีลขอพรในวันปีใหม่ไทย นับเป็นกุศโลบายที่ช่วยบรรเทาความรุ่มร้อนจากสภาวะอากาศในช่วงนั้น โดยมากพิธีตอนเช้าประชาชนนิยมไปทำบุญตักบาตร ซึ่งทางวัดจัดขึ้นประมาณ ๓ – ๗ วัน มีการสรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญ และหนุ่มสาวเล่นสาดน้ำกัน อาหารที่นิยมทำในช่วงเดือนห้านั้น อาหารหวาน ได้แก่ ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวแดง กะละแม สำหรับทำบุญตักบาตร หรือไปเยี่ยมผู้ใหญ่ นอกจากนั้นบางวัดที่มีชาวบ้านมาสรงน้ำพระจำนวนมาก ๆ จะตั้งโรงงานเลี้ยงอาหารผู้คนที่ร่วมงานสรงน้ำพระ อาหารที่ทำเป็นอาหารปรุงง่าย ๆ ทำได้จำนวนมาก เช่น ข้าวต้ม หรือขนมจำพวกข้าวตอกน้ำกะทิ ลอดช่องสิงคโปร์ เผือกลอดช่องน้ำกะทิ หรือเม็ดแมงลัก รับประทานกับน้ำแข็งทุบช่วยคลายความร้อนได้เป็นอย่างดี
เดือนหก เป็นระยะเวลาที่พืชผักอุดมสมบูรณ์หาได้ง่าย เพราะย่างเข้าสู่ฤดูฝน ในเดือนนี้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา ตรงกับวันพระกลางเดือน ๖ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าในปีนั้นมีเดือน ๘ สองหน วันวิสาขบูชาจะตรงกับเดือน ๗ ชาวบ้านทั่วไปจะตั้งใจประกอบอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญตักบาตร อาหารคาวส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของปลา ไก่ เป็ด และพืชผักในฤดูที่สามารถ หาได้มาปรุงอาหาร ส่วนอาหารหวานวิยมทำข้าวต้มผัด น้ำกะทิแตงไทย กล้วยบวชชี ฟักทอง แกงบวด ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมตะโก้ หรือขนมขุยหนู ขนมเหล่านี้เป็นขนมพื้นบ้านของชาวอ่างทอง เพราะวัตถุดิบหาได้ง่ายและอุดมสมบูรณ์
เดือนแปด เป็นช่วงระยะเวลาที่มีฝนตกชุก ในจังหวัดอ่างทองบางท้องที่ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มน้ำจะท่วม การเดินทางสัญจรไปมาใช้เรือเป็นพาหนะ ไม่มีฝุ่นละออง ชาวบ้านนิยมขัดฝาบ้านฝาเรือน ขัดนอกชาน บันไดบ้านให้สะอาดสวยงาม เพราะมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ช่วงเดือน ๘ นี้มีเทศกาลวันสำคัญทางศาสนา คือ วันเข้าพรรษา แต่ละวัดจะทำบุญกัน ๓ วัน เริ่มตั้งแต่“วันโกน” “วันอาสาฬหบูชา” “วันเข้าพรรษา” ชาวบ้านนิยมประกอบอาหารจำพวกขนมจีนน้ำพริกหรือน้ำยา แกงเนื้อ แกงหมู ใส่หน่อไม้ มันเทศ ฟักทอง มะเขือพวง แกงหมูเทโพ ต้มจืดผักแฟง ผัดหมี่ ส่วนขนมเป็นขนมพื้นบ้าน จำพวกขนมกล้วย ขนมบัวลอยไข่หวาน ประกริมไข่เต่า กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด และขนมอื่น ๆ ที่ทำได้ง่ายซึ่งมีวัตถุดิบอยู่ภายในบ้าน
เดือนสิบ มีประเพณี วันสารทไทย ซึ่งประชาชนนิยมไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และเป็นการรวมญาติ อาหารที่ขึ้นชื่อในช่วงเทศกาลสารทไทย คือ กระยาสารทกับกล้วยไข่ หรือบางทีก็ใช้กล้วยหอม ไม่นิยมกล้วยน้ำว้า เพราะฤดูนี้เป็นฤดูที่กล้วยไข่มีมาก นอกจากทำกระยาสารทเพื่อทำบุญตักบาตราแล้ว ยังนิยมจ่ายแจกในหมู่ญาติ เพื่อนพ้อง และบุคคลที่เคารพรักใคร่กัน นอกจากนั้นยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่งที่นิยมทำในเดือนนี้ คือ การกวนข้าวทิพย์ ซึ่งนิยมกวนตามวัด และแจกจ่ายคนละนิดคนละหน่อยให้กลับไปรับประทานในแต่ละครอบครัวเพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ใช่เพื่อความอิ่มอร่อยเหมือนอย่างอาหารชนิดอื่น
เดือนสิบเอ็ด ช่วงเวลานี้ลมหนาวเริ่มพัดเข้ามาทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสภาวอากาศซึ่งมักจะทำให้เกิดการเจ็บไข้ ดังนั้น ชาวบ้านจะนิยมรับประทานแกงส้มดอกแคซึ่งออกดอกมากในช่วงนี้ ด้วยเชื่อว่ามีสรรพคุณแก้ไข้หัวลมได้อย่างดี และเนื่องจากตามแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ ในท้องที่มีปลาอยู่ชุกชุม ชาวบ้านจึงนิยมรับประทานอาหารประเภทปลา ได้แก่ ต้มยำ ต้มเค็ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง ผัดเผ็ด ย่างจิ้ม น้ำพริก นอกจากนั้นในเดือน ๑๑ ยังมี ประเพณีออกพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ หลังจากได้จำพรรษามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยกำหนดให้วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันพระสงฆ์ทำการปวารณา แต่ในวันนั้นยังค้างที่อื่นไม่ได้ รุ่งขึ้นวัดต่าง ๆ จะจัดให้มีการตักบาตรเทโว ซึ่งจำลองเหตุการณ์คราวพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา บางวัดจัดเป็นขบวนใหญ่โต มีคนแต่งตัวเป็นพระอินทร์ พระพรหม หรือเทพบริวาร นำขบวนเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ในเทศกาลนี้ต้องทำขนมอย่างหนึ่ง คือ ข้าวต้มลูกโยน โดยกวนข้าวเหนียวให้มีรสหวานมันเค็ม ห่อด้วยทางมะพร้าว มีลักษณะกลม ๆ มาหางยาว สำหรับจับหรือโยนใส่บาตร เพราะมีผู้คนแออัดยัดเยียดแย่งกันใส่บาตร คนอยู่ข้างหลังบางครั้งต้องโยนขนมชนิดนี้ใส่บาตร จึงเรียกว่า “ข้าวต้มลูกโยน”
นอกจากนั้นยังมี เทศกาลทอดกฐิน และทอดผ้าป่า ตามวันสำคัญต่าง ๆ และทางวัดจะจัดทำอาหารคาวหวานเลี้ยงคณะที่มาทอดกฐินผ้าป่านั้น เป็นอาหารพื้นบ้าน เช่น ขนมจีนน้ำพริกหรือน้ำยา แกงไก่ แกงเนื้อ แกงหมู ลาบหมู ต้มจืดฟักแฟง เป็นต้น บางวัดที่มีปัจจัยมากพอจะเลี้ยงขนมหวาน ได้แก่ เม็ดขนุน ลูกจัน ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ขนมที่นิยมทำขายตามวัดที่มีงานกฐินผ้าป่า คือ ข้าวเม่าทอด กล้วยหวาน คือ กล้วยไข่ชุบแป้งทอด สามเกลอ ส่วนผลไม้ในฤดูนี้ ได้แก่ กล้วย ส้มโอ ละมุด อ้อย ฯลฯ
เดือนสิบสอง มีประเพณี ปิดทองไหว้พระ ตามวัดสำคัญของจังหวัดอ่างทอง ประชาชนมานมัสการพระ เที่ยวชมการละเล่นและมหรสพต่าง ๆ ที่ทางวัดจัดขึ้นอย่างมากมาย บางวัดตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารโดยเน้นอาหารที่ปรุงง่าย รับประทานง่าย เช่น ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ขนมจีนน้ำยา ต้ม แกงง่าย ๆ นอกจากนั้นชาวบ้านในละแวกไกล้เคียงยังนิยมนำผลไม้พื้นบ้านที่มีในฤดูนั้นมาขาย เช่น อ้อยควั่น ข้าวโพดคั่ว กระจับต้ม ถั่วแระ ถั่วลิสงต้ม เป็นต้น

ที่มาจากหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดอ่างทอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s